ใบความรู้ที่ 7.1
เรื่องการสร้างเลเยอร์และการสร้างแบบฟอร์ม

การสร้างเลเยอร์
        Layer เป็นเครื่องมือหนึ่งใน Dreamweaver ที่เหมาะในการใช้จัดหน้าเว็บเพจ เนื่องจากมีความสะดวกในการเคลื่อนย้ายหรือจัดหน้าเว็บได้ตามความต้องการทั้งนี้เพราะ Layer เปรียบเสมือนแผ่นใสที่สามารถนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาวางไว้ภายใน และซ้อนกันหลายชั้นได้ส่วนประกอบของ  เลเยอร์ สำหรับลากหรือดึง เลเยอร์ไปตามบริเวณที่ต้องการสำหรับย่อหรือขยายขนาดของเลเยอร์    ซึ่งการสร้างเลเยอร์มีวิธีการ ดังนี้ คลิกแท็บ Layout เพื่อสร้างเลเยอร์ คลิกปุ่ม  Draw Layer ลากพอยน์เตอร์ให้เป็นกรอบสี่เหลี่ยมบนเว็บเพจ
 

      
        ภาพที่ 7.1 การสร้างเลเยอร์
การพิมพ์ข้อความในเลเยอร์
        เมื่อสร้างเลเยอร์เสร็จแล้ว ตำแหน่งเคอร์เซอร์จะกระพริบอยู่ในเลเยอร์ สามารถพิมพ์ข้อความลงไปได้เหมือนกานพิมพ์งานปกติ โดยข้อความ
จะปรากฏอยู่ด้านบนของเลเยอร์ 
 

        ภาพที่ 7.2 การพิมพ์ข้อความในเลเยอร์
การใส่รูปภาพในเลเยอร์
        คลิกที่เลเยอร์ที่ต้องการจะแทรกรูปภาพ คลิกที่คำสั่ง Insert >> mage หรือ เครื่องมือ Image
บนกลุ่มเครื่องมือ  Common จะได้หน้าต่าง  Select Image Source เลือกรูปภาพที่ต้องการแล้วคลิก OK ภาพที่เลือกจะแทรกอยู่ในเลเยอร์ทันที หากภาพใหญ่เกินไปเลเยอร์จะขยายให้เท่ากับขนาดของภาพโดยอัตโนมัติ      คลิกที่ปุ่มแฮนเดิลเพื่อปรับขนาดภาพและเลเยอร์ตามความเหมาะสม

         ภาพที่ 7.3 การใส่รูปภาพในเลเยอร์
การใส่ตารางในเลเยอร์
        ตารางที่สร้างในเลเยอร์อาจจะเป็นตารางเปล่าที่สร้างขึ้นมาใหม่ หรือคัดลอกตารางที่สร้างไว้แล้วมาใส่ก็ได้ ดังนี้ คลิกที่เลเยอร์ที่จะแทรกตาราง คลิกที่เครื่องมือ Table จะได้หน้าต่าง Tableขึ้นมา เลือกลักษณะตาราง เช่น 3  แถว 3  คอลัมน์ แล้วคลิกปุ่ม OK ตารางจะแทรกในเลเยอร์ทันที ปรับขนาดตารางและตกแต่งตาราง 
 

        ภาพที่ 7.4 การตารางในเลเยอร์
การปรับแต่งรายละเอียดของเลเยอร์
        การปรับแต่เลเยอร์  โดยทั่วไปจะใช้  Properties Inspector  ซึ่งเมื่อคลิกที่เลเยอร์จะได้  Properties  หน้าตาดังนี้
 

        ภาพที่ 7.5 การปรับแต่งรายละเอียดของเลเยอร์
        Layer ID           หมายถึง หมายเลขอ้างอิงเมื่อเรียกใช้ Layer นั้น ๆ เช่น Layer1, Layer2
                  ซึ่งจะเรียงลำดับเลเยอร์ที่สร้างก่อนเป็นหลัก
L  และ  T         หมายถึง  การกำหนดตำแหน่งของเลเยอร์ ซึ่งย่อมาจาก Left และ Top
W  และ  H        หมายถึง  การกำหนดขนาดของเลเยอร์ ซึ่งย่อมากจาก Width และ Height  มี หน่วยเป็นพิกเซล (Pixel)
Z-Index        ใช้ในการเปลี่ยนลำดับเลเยอร์
Bg image      สำหรับปรับแต่งสีและรูปภาพพื้นหลังเลเยอร์
Vis              สำหรับกำหนดว่าจะแสดงหรือซ่อนเลเยอร์
Overflow      หมายถึง การตั้งค่าเผื่อองค์ประกอบที่มีขนาดใหญ่กว่าเลเยอร์ซึ่งแบ่งออกเป็น  
Visible         ขยายเลเยอร์เพื่อให้เห็นทั้งหมด
Hidden        จำกัดเลเยอร์เท่าเดิม
Scroll          ให้สร้างสกรอล์บาร์โดยอัตโนมัติ
Auto           ให้สร้างสกรอล์บาร์อัตโนมัติเมื่อขนาดองค์ประกอบใหญ่กว่าเลเยอร์        
Clip            สำหรับจำกัดส่วนในการแสดงผลโดยมีตำแหน่ง L (Left), R (Right), T (Top),
                         B (Bottom)
การเคลื่อนย้ายเลเยอร์
การย้ายเลเยอร์ด้วย  Properties  โดยกำหนดเป็นตัวเลขที่ L (Left) และ  T (Top)
 

        ภาพที่ 7.6 การเคลื่อนย้ายเลเยอร์
        การใช้เมาส์  ให้เลื่อนเมาส์ไปตรงเส้นขอบหรือปุ่ม    เมาส์จะเปลี่ยนเป็น   คลิกเมาส์ค้างไว้แล้วลากย้ายไปยังตำแหน่งที่ต้องการจึงให้ปล่อยเมาส์
 

        ภาพที่ 7.7 การย้ายเลเยอร์
การย่อ / ขยายเลเยอร์
        คลิกที่เลเยอร์ ใช้ Properties กำหนดที่ช่อง W เพื่อกำหนดความกว้างและ H เพื่อกำหนดความสูง โดยกำหนดเป็นตัวเลข Pixel
 

        ภาพที่ 7.8 กำหนดความกว้างและความสูง 

คลิกที่เลเยอร์ เลื่อนเมาส์ไปที่ปุ่มแฮนเดิลด้านใดด้านหนึ่งเมาส์จะเปลี่ยนเป็นรูปลูกศร 2 ทิศคลิกค้างไว้แล้วลากเมาส์เพื่อย่อหรือขยายเลเยอร์
 

        ภาพที่ 7.9 การย่อ/ขยายเลเยอร์
การใส่สีและภาพพื้นหลังเลเยอร์
การใส่สีพื้นหลังให้คลิกที่เลเยอร์ แล้วคลิกเลือก Bg Color ที่ Properties Inspector 
 

        ภาพที่ 7.10 การใส่สีพื้นหลัง
        การใส่ภาพพื้นหลัง ให้คลิกเลือกที่ Bg Image ที่ช่อง Properties Inspector เลือกภาพที่ต้องการจากหน้าต่าง Select Image Source
 

        ภาพที่ 7.11 การใส่ภาพพื้นหลัง

 การใช้งานพาเนลเลเยอร์
        พาเนลเลเยอร์ มีไว้สำหรับจัดการกับเลเยอร์ เช่น จัดวางลำดับเลเยอร์ เปลี่ยนชื่อเลเยอร์   ลบเลเยอร์  เป็นต้น
การจัดลำดับเลเยอร์
        ในกรณีที่สร้างเลเยอร์ไว้หลายอัน เลเยอร์ที่สร้างก่อนจะวางอยู่ล่างสุด เลเยอร์อื่น ๆ จะถูกวาง ซ้อน ๆ กันขึ้นมาด้านบนโดยลำดับ การจัดลำดับหรือสลับเลเยอร์ให้เลือกเลเยอร์ที่ต้องการที่พาเนล
แล้วพิมพ์ตัวเลขค่าที่ต้องการลงไปโดยค่าที่มีตัวเลขน้อยที่สุดจะอยู่ล่างสุด

     

        ภาพที่ 7.12 การจัดลำดับเลเยอร์
การซ่อน/แสดงเลเยอร์
        ในขณะออกแบบเว็บเพจ  ถ้ามีเลเยอร์อยู่บนเว็บเพจหลายอัน  อาจไม่สะดวกในการทำงานผู้ออกแบบเว็บเพจสามารถซ่อนเลเยอร์เอาไว้ชั่วคราวก่อนได้ เมื่อออกแบบเว็บเพจเสร็จแล้ว
 

        ภาพที่ 7.13 การซ่อน/แสดงเลเยอร์
        จึงสั่งให้แสดงเลเยอร์ทั้งหมด การซ่อนเลเยอร์ทำได้ ดังนี้ คลิกที่เลเยอร์ที่ต้องการจะซ่อนที่พาเนลเลเยอร์จะมีไอคอนรูปดวงตา  ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเลเยอร์ ชื่อนั้น คลิกตรงดวงตาถ้าดวงตาปิด     หมายถึง ซ่อนเลเยอร์ เลเยอร์ที่หน้าเว็บเพจจะหายไป ถ้าดวงตาเปิด  หมายถึง แสดงเลเยอร์จะเห็นเลเยอร์นั้นปรากฏขึ้นมา


        ภาพที่ 7.14 การปิดซ่อน/การเปิดแสดงเลเยอร์
การเปลี่ยนชื่อเลเยอร์   
        ดับเบิลคลิกที่ชื่อเลเยอร์พาเนลเลเยอร์ พิมพ์ชื่อใหม่ลงไปแทนที่คำว่า  Layer  หรือคลิกทเลเยอร์เว็บเพจแล้วเปลี่ยนชื่อที่  Layer ID  ของ  Properties Inspector  ก็ได้
      

        ภาพที่ 7.15 การเปลี่ยนชื่อเลเยอร์   
การลบเลเยอร์
        การลบเลเยอร์ที่ต้องการให้คลิกที่เลเยอร์นั้น ๆ  แล้วคลิกปุ่ม < Delete > ถ้าต้องการเรียก  เลเยอร์ที่เพิ่งลบไปกลับคืนมาให้คลิกคำสั่ง Edit >> Undo >> Deleteหรือใช้แป้น< Ctrl >+< Z >
 

        ภาพที่ 7.16 การลบเลเยอร์
การสร้างเลเยอร์ซ้อนกัน
        ในบางกรณีอาจจะต้องนำเลเยอร์หลายอันมาซ้อนทับกันอยู่ในเลเยอร์แม่  (Parent Layer) อันใหญ่อันหนึ่งอัน  เพื่อที่จะใส่ข้อความ  ภาพประกอบ  หรือตาราง การซ้อนเลเยอร์ช่วยให้เว็บเพจน่าสนใจมากขึ้น ช่วยประหยัดเนื้อที่  สะดวกเวลาเคลื่อนย้าย แก้ไข  และปรับแต่งเว็บเพจให้สวยงาม 
การซ้อนเลเยอร์มีวิธีทำ  ดังนี้
        วาดเลเยอร์ด้วยเครื่องมือ  Draw Layer   โดยวาดเลเยอร์แม่ก่อน  แล้กดป้าน< Alt >ค้างไว้พร้อมกับลากเมาส์เพื่อสร้างเลเยอร์ย่อยให้ซ้อนทับกันหรือใช้พาเนลเลเยอร์โดยคลิกที่เลเยอร์ย่อยพร้อมกับกดแป้น< Ctrl > ค้างไว้ แล้วลากไปวางยังเลเยอร์แม่
 

        ภาพที่ 7.17 วาดเลเยอร์ด้วยเครื่องมือ  Draw Layer 
 

        ภาพที่ 7.18 การสร้างเลเยอร์ซ้อนกัน
        หรือคลิกเลือกเลเยอร์แล้วใช้เมนู  Insert >> Layout Objects >> Layer
 

        ภาพที่ 7.19 เลือกเลเยอร์แล้วใช้เมนู  Insert >> Layout Objects >> Layer

การกำหนดให้เลเยอร์ที่สร้างให้ทีหลังซ้อนกันอัตโนมัติทุกครั้ง ให้เลือกคำสั่ง  Edit >> Preference…  หรือ < Ctrl > + < U > จะได้หน้าต่าง  Preferences คลิก Layers  ในCategory แล้วเลือกตัวเลือก Nest when creates within a layer
 

        ภาพที่ 7.20 การกำหนดให้เลเยอร์ที่สร้างให้ทีหลังซ้อนกันอัตโนมัติทุกครั้ง
การแปลงเลเยอร์
        การแปลงเลเยอร์เป็นตาราง ในการใช้เลเยอร์จัดองค์ประกอบต่าง ๆ  ในหน้าเว็บเพจสามารถทำได้ง่ายและสะดวก  แต่ผู้เข้าชมที่ใช้เบราเซอร์รุ่นต่ำกว่าเวอร์ชัน 4  จะไม่สามารถชมหน้าเว็บเพจที่สร้างจากเลเยอร์ได้  สำหรับในกรณีนี้มีวิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนเลเยอร์ให้เป็นตาราง  ซึ่งจะทำให้เบราเซอร์ทั่วไปแสดงข้อมูลได้
        คลิกเมนู  Modify >> Convert >> Layer to Table
 

        ภาพที่ 7.21 การแปลงเลเยอร์เป็นตาราง
        จะปรากฏหน้าต่างตั้งค่าตาราง Convert  Layer to Table คลิกปุ่ม  OK
 

 

        ภาพที่ 7.22 หน้าต่างตั้งค่าตาราง Convert  Layer to Table
แปลงตารางเป็นเลเยอร์
        คลิกเมนู  Modify >> Convert >> Table to Layer
     

        ภาพที่ 7.23 เมนู  Modify >> Convert >> Table to Layer

        จะปรากฏหน้าต่างตั้งค่าต่าง ๆ ในส่วนของ Convert Tables to Layer คลิกปุ่ม  OK
 

        ภาพที่ 7.24 เมนู  Modify >> Convert >> Table to Layer
เริ่มต้นกับเครื่องมือสร้างฟอร์ม
        Dreamweaver ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับใช้ในการสร้างฟอร์มให้แล้ว โดยที่เราสามารถนำออบเจ็กต์เหล่านี้ไปวางบนเอกสารฟอร์ม แต่จะต้องเขียนโปรแกรมสคริปต์ เช่น ASP, PHP, CGI, PERL, JAVA เป็นต้น ทำงานควบคู่กับฟอร์มด้วย
        เครื่องมือของออบเจ็กต์ฟอร์มเลือกได้จากแท็บ Forms หรือเลือกจากคำสั่ง Insert > Form > Object
 

                
        ภาพที่ 7.25 เริ่มต้นกับเครื่องมือสร้างฟอร์ม


ภาพที่ 7.26 เครื่องมือของออบเจ็กต์ฟอร์มเลือกได้จากแท็บ Forms 
การแทรกองค์ประกอบต่าง ๆ ในฟอร์ม 
        ขั้นตอนการแทรกองค์ประกอบต่าง ๆ มีวิธีการดังนี้
             1. เลือกขอบเขตที่กำหนดไว้สำหรับสร้างฟอร์ม
             2. เลือกองค์ประกอบของฟอร์มที่ต้องการ ดังนี้
                  2.1 ฟิลด์กรอกข้อความ (Text Filed ) สำหรับให้ผู้ใช้กรอกข้อความ เช่น ชื่อนามสกุล
                  2.1 ฟิลด์กรอกข้อความแบบหลายบรรทัด (Textarea) สำหรับให้ผู้ใช้กรอกข้อความแบบหลายบรรทัด เช่น ที่อยู่ 
                  2.1 ฟิลด์ซ่อน (Hidden Field) จะไม่ปรากฎให้เห็นบนบราวเซอร์
                  2.1 ลิสต์รายการ (List/Menu) เป็นการเลือกสิ่งที่ต้องการจากรายการที่กำหนดให้ ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบ Menu และ List เช่นวุฒิการศึกษา 
                  2.1 ตัวเลือก (Radio Button) สำหรับให้ผู้ใช้เลือกคำตอบเพียงคำตอบเดียว
                  2.1 กลุ่มตัวเลือก (Radio Group) สำหรับให้ผู้ใช้สร้างกลุ่มของตัวเลือก และสามารถเลือกได้เพียงคำตอบเดียว
                  2.1 เช็คบ็อกซ์ (Checkbox) สำหรับให้ผู้ใช้เลือกคำตอบได้หลายคำตอบ
                  2.1 ปุ่มกด (Button) สำหรับสร้างปุ่มเพื่อจัดการกับฟอร์ม เช่น ปุ่ม Submit ปุ่ม Reset 
                  2.1 รายการเชื่อมโยง (Jump Menu) สำหรับสร้างรายการเมนูเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจ หรือเว็บไซต์อื่น ๆ 
                  2.1 ฟิลด์รูปภาพ (Image Field) สำหรับให้ผู้ใช้แทรกรูปภาพลงในฟอร์มได้ 
                  2.1 กรอบสำหรับเลือกไฟล์ (File Filed) สำหรับให้ผู้ใช้ส่งไฟล์ข้อมูลมาที่เว็บไซต์ได้ 
          3. กำหนดค่าตามคุณสมบัติขององค์ประกอบที่เลือก แล้วกดปุ่ม OK
          4. เราสามารถปรับค่าคุณสมบัติต่าง ๆ ของฟิลด์ ได้ที่ Property Inspector การใส่ฟิลด์กรอกข้อความ (Text Filed)
           ฟิลด์กรอกข้อความ หรือ Text Field เป็นส่วนที่ผู้ใช้กรอกข้อมูลลงในฟอร์มได้ ซึ่งเราสามารถกำหนดความกว้าง จำนวนตัวอักษร หรือกำหนดเป็นรหัสผ่าน

การสร้างลิสต์รายการ (List/Menu)
        การสร้างลิสต์รายการ จะใช้ในการเลือกสิ่งที่ต้องการได้จากรายการ โดยมี 2 แบบที่เรากำหนดได้ คือ แบบเมนู และ แบบลิสต์โดยการคลิกปุ่ม   หรือคลิกคำสั่ง Insert > Form > List/menu

        ภาพที่ 7.27 เครื่องมือของออบเจ็กต์ฟอร์มเลือกได้จากแท็บ Forms 
 การสร้างรายการเชื่อมโยง (Jump Menu)
             การสร้างรายการเชื่อมโยง เหมาะสำหรับสร้างตำแหน่งเชื่อมโยงไปยังแฟ้มข้อมูลหรือ เว็บเพจอื่น ๆ เช่น การทำรวมลิงค์ โดยการคลิกปุ่ม   หรือคลิกคำสั่ง Insert > Form > Jump Menu จะปรากฏดังภาพ
 

        ภาพที่ 7.28 การสร้างรายการเชื่อมโยง
การสร้างปุ่มกด (Button)   
           ในแบบฟอร์มมักจะมีปุ่มกด หรือ Button ที่เรียกว่าปุ่ม Submit สำหรับส่งข้อมูลที่กรอกในฟอร์มไปยังโปรแกรมสคริปต์ CGI เพื่อนำไปประมวลผล หรือ ปุ่ม Reset สำหรับยกเลิกข้อมูลที่กรอก เราสามารถกำหนดคุณสมบัติใน Property Inspecter ดังนี้ ชื่อปุ่ม (Button name) , Value (เปลี่ยนชื่อปุ่ม) , Action (ชนิดของปุ่ม) ต้องเลือก Action เป็น None จึงจะเปลี่ยนชื่อปุ่มได้ 
 

        ภาพที่ 7.29 การสร้างปุ่มกด (Button)       
        ขั้นตอนสุดท้ายของฟอร์มก่อนการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติม คือ การปรับแต่งรายละเอียดของฟอร์มให้ดูเรียบร้อยสวยงาม โดยใช้ Property Inspector ช่วยตกแต่งในเรื่องของสี ขนาดตัวอักษร รูปแบบของฟอร์ม และทดลองเปิดดูฟอร์มที่สร้างในบราวเซอร์
การสมัครเข้าใช้งาน Google Docs
        1.   เปิดบราวเซอร์แล้วพิมพ์ URL http://Docs.google.com ที่ Address bar ดังภาพ
 

        ภาพที่ 7.30 เปิดบราวเซอร์
        2.   เข้าสู่การเข้าใช้ Google Document
             2.1 หากยังไม่เคยใช้งานให้คลิก “สมัครใช้งาน”
             2.2 หากเคยลงทะเบียนการใช้งานมาแล้วให้พิมพ์อีเมล์และรหัสผ่านที่ลงทะเบียนแล้วคลิกที่ปุ่ม ลงชื่อเข้าใช้งาน ดังภาพ
 

        ภาพที่ 7.31 ลงชื่อเข้าใช้งาน
             3.    คลิกเลือกที่อยู่อีเมล์ที่ใช้บริการ
             4.    การสร้างบัญชีเพื่อใช้งาน โดยพิมพ์อีเมล์ที่ใช้ในการลงทะเบียนและรหัสผ่าน กรอกข้อมูลตามที่ระบบร้องขอจากนั้นคลิก “ฉันยอมรับ โปรดสร้างบัญชีของฉัน” เมื่อบันทึกข้อมูลถูกต้องระบบจะเข้าสู่หน้าจอการใช้งานของ Google Document
 

       
        ภาพที่ 7.32 การสร้างบัญชีเพื่อใช้งาน

การสร้างแบบฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ Google Docs.
 

 

        ภาพที่ 7.33 การสร้างแบบฟอร์มออนไลน์

  

        ภาพที่ 7.34 คลิกการสร้างแบบฟอร์มออนไลน์
การสร้างแบบฟอร์มใหม่
        1.   คลิกที่ปุ่ม สร้าง จะปรากฏเมนูย่อยให้เลือกรายการดังนี้
 

        ภาพที่ 7.35 การสร้างแบบฟอร์มใหม่
        เอกสาร คือ โปรแกรมสร้างเอกสารที่สามารถพิมพ์ข้อความและจัดรูปแบบได้เหมือนกับ MS Word     งานนำเสนอ คือ โปรแกรมสร้างงานนำเสนอและจัดรูปแบบได้เหมือนกับ MS PowerPoint สเปรดชีต คือ โปรแกรมสร้างเอกสารที่เป็นตารางคำนวณและจัดรูปแบบได้เหมือนกับ MS Excel แบบฟอร์ม คือ โปรแกรมสร้างแบบสอบถามออนไลน์สามารถแสดงข้อมูลออกมาเป็นตารางคำนวณได้ ภาพประกอบ ตาราง และคอลลเล็กชั่น
        2.   คลิกที่เมนู แบบฟอร์ม จะปรากฎหน้าจอสาหรับสร้างแบบสอบถาม ดังภาพ
 

        ภาพที่ 7.36 แบบฟอร์ม
   3.   กำหนดชื่อฟอร์ม โดยคลิกที่ข้อความ ฟอร์มไม่มีชื่อ แล้วพิมพ์ชื่อแบบฟอร์ม และพิมพ์
   4..   คำอธิบายแบบสอบถามในช่องถัดไป ซึ่งส่วนนี้จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ก็ได
        5.   เมื่อพิมพ์ข้อความเสร็จแล้วคลิกที่ปุ่ม บันทึก ทางด้านบนขวาเพื่อทำการบันทึกชื่อฟอร์ม
 

        ภาพที่ 7.37 เพิ่มรายการ
รูปแบบคำถาม
        เมื่อคลิกที่ เพิ่มรายการ จะมีรูปแบบคำถามให้เลือก 7 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะเป็น  การกำหนดวิธีการตอบคำถามในแต่ละข้อ
        1.   ข้อความ คือ คำถามที่คาตอบต้องพิมพ์ตอบเป็นข้อความที่มีความยาวไม่มากนัก
        2.   ข้อความย่อหน้า คือ คำถามที่คำตอบต้องพิมพ์ตอบเป็นข้อความที่มีความยาวหลายบรรทัด
        3.   หลายตัวเลือก คือ คำถามที่ต้องการคำตอบที่เลือกเพียงคำตอบเดียวโดยมีหัวข้อคำตอบให้เลือก
        4.   ช่องทำเครื่องหมาย คือ คำถามที่ต้องการคำตอบที่เลือกได้หลายคำตอบ โดยมีหัวข้อคำตอบให้เลือก
        5.   เลือกจากรายการ คือ คำถามที่ต้องการคำตอบที่เลือกได้เพียง 1 คำตอบเท่านั้น โดยเลือกจากรายการที่กำหนด
        5.   เลือกจากรายการ คือ คำถามที่ต้องการคำตอบที่เลือกได้เพียง 1 คำตอบเท่านั้น โดยเลือกจากรายการที่กำหนด
        6.   สเกล หมายถึง คำถามที่ต้องการคำตอบเป็นระดับตามที่กำหนดค่าเป็นตัวเลข
        7.   เส้นตาราง คือ คำถามที่ต้องการคำตอบเป็นระดับตามที่กำหนดค่าเป็นตัวเลข และมีประเด็นคำถามย่อยได้หลายคำถาม
        ตัวอย่างแบบฟอร์มที่สร้างเสร็จ




        ภาพที่ 7.38 แบบฟอร์มที่สร้างเสร็จ

  เข้าสู่บทเรียนต่อไปคลิก